ชุมชนแม่นิงในเป็นชุมชนปกาเกอะญอเล็กๆ ในป่าใหญ่ ที่ต้องใช้ระยะเวลาเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงชุมชนประมาณ 5-6 ชั่วโมง คนในชุมชนมีวิถีชีวิตอาศัยอยู่ร่วมกันกับป่าควบคู่ไปกับการดูแลรักษาป่า และยังมีการทำไร่หมุนเวียนที่เป็นองค์ความรู้ภูมิปัญญาของชาวปกาเกอะญอในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติออย่างยั่งยืนอีกด้วย

พัฒนา พนาใสจันทร์แจ่ม หรือพี่พัฒนา (ศิษยาภิบาลและผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ LER CHAW) ได้เล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันของชุมชนแม่นิงในที่เริ่มมีการทำเกษตรที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งไม่ใช่วิถีดั้งเดิมของชุมชนแม่นิงในแต่เป็นการทำเกษตรเพื่อสร้างรายได้ในชุมชน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงในชุมชนที่เห็นได้ชัดเลยคือ ข้าวโพดเข้ามาป่าลดลง แล้งมากขึ้น และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นข้อท้าทายอย่างมากของชุมชนที่ต้องเผชิญ

“ไร่ข้าวโพดรุ่นเราเคยทำกันมา เรารู้ว่ามันส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เราไม่ต้องการให้ลูกหลานมาทำแบบนี้” จุรี ชุมพลก้องสกุล (หัวหน้ากลุ่มสตรีและผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ LER CHAW) กล่าว เพราะสิ่งที่ต้องการคือผืนแผ่นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีความมั่นคงทางอาหาร และส่งต่อผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไปในชุมชน

กำเนิดแบรนด์ LER CHAW พื้นที่ โอกาส และความท้าทาย
ท่ามกลางความอึดอัดในสถานการณ์ที่ชุมชนต้องเผชิญ ก็ได้พบกับความหวังของที่กำลังกระเทาะเมล็ดจะเติบโตออกมา เมื่อคนรุ่นใหม่กลับมาอยู่ในชุมชนและรวมกลุ่มสร้างแบรนด์ของชุมชน ในชื่อ LER CHAW

ญาดา ชนิตเหมตระกูล (เยาวชนและผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ LER CHAW) ได้เล่าให้ฟังว่า ช่วงโควิดที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ตนเองนั้นเรียนจบ ปวส.จึงได้กลับมาอยู่ในชุมชน ทำให้ได้เห็นถึงสถานการณ์ของชุมชนที่การทำเกษตรเกี่ยวกับข้าวโพดเพิ่มขึ้น จึงเป็นโจทย์ท้าทายของเยาวชนที่กลับมาว่าจะทำอย่างไรไม่ให้การทำเกษตรเชิงเดี่ยวเพิ่มขึ้นมากไปกว่าตอนนี้ จากข้อท้าทายก็นำไปสู่การตั้งคำถามเพื่อแก้ไขปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนของเรานั้นดูแลป่าได้มากขึ้น สามารถอยู่กับป่าได้ เรามีต้นทุนคือผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ในชุมชนของแม่นิงในและมีต้นชาพันปี จึงเกิดการวมกลุ่มของเยาวชนชุมชนแม่นิงในขึ้น เพราะเราเชื่อว่าเราสามารถพัฒนาหมู่บ้านร่วมกันได้ ถึงแม้เราจะเรียนจบมาไม่สูงแต่เราก็ต้องการที่จะพัฒนาหมู่บ้านของเรา

แบรนด์ LER CHAW จึงถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อสื่อสารเรื่องราวของชุมชนผ่านผลิตภัณฑ์ชุมชน ถึงข้อดีและจุดเด่นของบ้านแม่นิงใน ที่เวลาใครเห็นคำว่า LER CHAW เขาก็จะนึกถึงชุมชนแม่นิงใน
นอกจากนี้ไม่ได้มีเพียงกลุ่มเยาวชนที่ขับเคลื่อนงานในชุมชนเพียงลำพัง เพราะเล่อชอ คือก้อนหิน 3 ก้อนหากขาดก้อนใดก้อนหนึ่งไปก็จะขาดความมั่นคง จึงมีการทำงานร่วมกันทั้งหมด 3 กลุ่ม 1.กลุ่มเยาวชน 2.กลุ่มสตรี 3.กลุ่มคริสจักร

ผลิตภัณฑ์จากต้นทุนชุมชนในผืนป่าแม่นิงใน
ผลิตภัณฑ์จากชุมชนที่โดดเด่นอย่างหนึ่งในชุมชนแม่นิงในคือชาพันปี ที่อยู่ในเขตป่าต้นน้ำของชุมชน ลักษณะของชานั้นมีต้นที่ใหญ่และสูงกว่าต้นชาที่เราเคยเห็นทั่วไป ต้องมีการปีนต้นชาเพื่อเก็บยอดชา โดยจะมีพ่อบ้านที่เป็นคนปีนต้นที่สูงเพื่อเก็บยอดชา

กระบวนการทำชาของชุมชนแม่นิงใน เริ่มจากการขึ้นเขาไปในพื้นที่ป่าต้นน้ำของชุมชนเพื่อเก็บชา การเก็บชาของชุมชนแม่นิงในจะเก็บชา 2 ใบ 1 ยอด จากนั้นก็จะมีการนำไปผึ่งให้ใบชาเหี่ยว และนำไปชาไปคั่วและนวดชา จากนั้นก็จะสามารถบรรจุแปรรูปได้
นอกจากนี้ชุมชนแม่นิงในยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกหลากหลายอย่าง ที่เป็นการต่อยอดจากต้นทุนที่มีอยู่ภายในชุมชน อย่างผลิตภัณฑ์การแปรรูปผลผลิตจากไร่หมุนเวียนหรือผลผลิตจากป่า ผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ การปลูกกาแฟและน้ำผึ้ง
เล่อชอกับความคาดหวังของคนในชุมชน
“สิ่งที่คาดหวังให้เกิดคือ มีเศรษฐกิจที่มั่นคงเกิดขึ้นในชุมชน” ญาดา ชนิตเหมตระกูล กล่าว นอกจากเศรษฐกิจที่มั่นคงแล้ว หลังจากผ่านกระบวนการทำงานร่วมกันในชุมชน ศักยภาพของชุมชนก็จะมีศักยภาพมากขึ้น สามารถสื่อสารเรื่องราวของชุมชนแม่นิงในออกสู่สังคมภายนอกได้ มีอาชีพภายในชุมชนที่หลากหลาย มีรายได้หลายช่องทางมากขึ้น และเป็นการช่วยดูแลป่าควบคู่กับการลดการปลูกข้าวโพดที่เป็นเกษตรเชิงเดี่ยวได้อีกด้วย เพราะการรักษาป่าให้อุดมสมบูรณ์นั้นจะสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าการทำเกษตรเชิงเดี่ยวในระยะยาว
“เราวางแผนว่าเพื่อจะเป็นแบรนด์ของชุมชน เพื่อผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ จะได้เป็นแนวทางหนึ่งที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน” พี่พัฒนากล่าว

หากต้องการจะลองสัมผัสกับรสชาติของชาพันปีและเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ การได้ลิ้มลองผลิตภัณฑ์ของ LER CHAW ก็คือการได้สัมผัสถึงหัวใจของชุมชนแม่นิงใน ที่ไม่เพียงแต่รักษาป่าและวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้ แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้กับคนรุ่นต่อไป
นี่คือการต่อสู้ที่ไม่ได้มีเพียงความหวัง แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าการดูแลป่า วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างงดงาม



