ห้องเรียนมีชีวิต

โกะหมี่

เรื่องเล่าผ่านภาพ

โดย

ดิลก ตระกูลรุ่งอำไพ

“โกะหมี่” หรือ แป้งเหล้า ที่ชาวปกาเกอะญอมีภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในเรื่องการทำแป้งเหล้า (โกะหมี่) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในขั้นตอนการต้มเหล้าของชาวปกาเกอะญอ เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อหรืองานมงคลต่างๆที่ต้องเชื่อมกับจิตวิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

ความเชื่อเรื่องเล่าที่มาของโกะหมี่ ได้ถูกเล่าไว้ว่า มีคนไปเจอน้ำที่ขังอยู่ในโพรงไม้ ในโพรงมีนก หนู เข้าไปอยู่อาศัยกันแล้วส่งเสียงร้องดังด้วยความสนุกสนานเฮฮา เมื่อมีคนไปเจอก็เอามาแล้วชิมน้ำดังกล่าว มีทั้งกลิ่นหอม รสชาติดีคนเลยนำมาผสมกับแป้งข้าวให้เป็นหัวเชื้อจนกลายเป็นหัวเชื้อโกะหมี่มาจนถึงทุกวันนี้

ขั้นตอนและวิธีการทำโกะหมี่จะแฝงไปด้วยความเชื่อ เรื่องราวต่าง ๆ ที่สอดแทรกอยู่ในขั้นตอนและวิธีการทำ โดยขั้นตอนแรกในการทำนั้นเริ่มจากหาผู้ที่สามารถทำโกะหมี่ได้ก่อน เพราะผู้ที่สามารถทำโกะหมี่ได้นั้น จะต้องเป็นเฉพาะหญิงสาวโสดที่ไม่ได้ผ่านการแต่งงาน เพราะเชื่อว่าโกะหมี่ จะต้องทำขึ้นจากสาวบริสุทธ์ และต้องกำหนดจำนวนคนทำเป็นจำนวนเลขคี่เท่านั้น

จากนั้นก็เริ่มคัดเลือกเมล็ดพันธ์ข้าวที่ได้จากไร่หมุนเวียน นำไปกะเทาะเปลือกโดยวิธีการตำเพื่อให้ได้เป็นข้าวสาร เมื่อได้ข้าวสารมาแล้ว ก็นำข้าวที่ได้ไปแช่น้ำเป็นเวลา ๕ ชั่วโมง เมื่อครบตามเวลาที่กำหนด ก็นำข้าวมาตำให้ละเอียดจนกลายเป็นแป้ง โดยจะแบ่งแป้งที่ตำออกเป็น ๒ ส่วน

ส่วนแรกจะนำไปผสมกับโกะหมี่เก่า เพื่อจะนำไปทำเป็นหัวเชื้อ ส่วนที่สองให้นำมาเทลงบนภาชนะโดยชาวปกาเก่อญอจะนิยมใช้กระด้งเป็นภาชนะในการทำ เมื่อเทลงภาชนะแล้วให้ก่อแป้งเป็นกองแล้วเทน้ำลงไปในกองแป้ง

โดยระหว่างที่เทน้ำลงไปนั้นจะมีการขับร้อง “บทธา” เพื่อเป็นการทำนายทิศทางการไหลของน้ำที่เทลงมา จากนั้นก็ทำการนวดแป้งให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วแยกแป้งส่วนหนึ่งนำไปปิ้ง ส่วนที่เหลือให้ปั้นเป็นก้อน ปั้นแป้งที่นวดแล้วเป็นทรงกลมแบบตั้งได้คล้ายหลังคาโดม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ2-3เซนติเมตร โดยใช้ผงแป้งรองพื้นเพื่อไม่ให้แป้งติดกระด้ง

ใช้นิ้วชี้กดลงตรงกลางเพื่อให้เกิดรูที่ลูกแป้ง กดให้ถึงก้น เตรียมถ่านไม้ไว้ แป้งที่แยกไปผสมกับโกะหมี่เก่า แป้งที่นำไปปิ้งแล้วเกิดสี มีกลิ่นหอม เพื่อที่จะใส่ลงไปในรูที่กดลงไป เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว เริ่มเทแป้งที่แยกไว้ ผสมกับโกะหมี่เก่าเป็นอันดับแรก ต่อด้วยแป้งที่นำไปปิ้งแล้ว โดยฉีกออกมาให้ขนาดพอดีกับรูที่กดลงไป

สุดท้ายให้นำถ่านที่เตรียมไว้ วางทับตัวแป้งที่ปิ้งแล้วโดยให้มีขนาดที่พอดีกันเพื่อเป็นการไล่ความชื้นออกจากก้อนแป้ง เมื่อทำเสร็จแล้วนำลูกแป้งไปตากบนเตาไฟ ตากไว้จนแห้งโดยใช้เวลาประมาณ ๑ ถึง ๒ อาทิตย์ จึงจะนำมาใช้ได้

ในการทำนั้นไม่เพียงแค่ลงมือทำร่วมกันระหว่างแม่และลูกสาวแต่จะมีการร้องบทธา(เพลงพื้นบ้านปกาเกอะญอ) ที่ใช้ในการทำโกะหมี่ เพื่อเป้นการสอนให้ลูกสาวเข้าใจหลักคิดของการทำโกะหมี่และความสำคัญของผู้หญิงที่ต้องสืบทอดการทำโกะหมี่นี้สืบต่อมา

โกะหมี่เออ..

กอ เล่อ ชรี กอ เล่อ เต่อ มี                    มา หวิ ซะ มา เฌอ ซะ

หวิ เดาะ เก่อ ที เลอะ อ่า ฑิ                   เฌอ เดาะ เซ่อ กวี๊ เลอะ อ่า มี

เต่อ มี ที ธาร เม่ แน เต่อ มี ที ฆี เม่ แน   เน่อ กอ เล่อ ฉี่ กอ เล่อ เต่อ มี

ลื่อ หมื่อ แม แก๊ะ ลื่อ โพ่ แค แก๊ะ          มา ซะ หวิ หวิ้

เมอะ ปว่า ยี่ ปู ชู ซู เม่ โค่ ทะ                เมอะ ปว่า ก่อ ยี ชู ซุ แกล๊ะ หมื่อ

ขั้นตอนพิธีกลวิธีการหาหัวเชื้อมาใหม่  ต้องให้ผู้ที่เป็นสาวโสดในหมู่บ้านไปเอามาจากหมู่บ้านอื่นโดยการนำเอาหัวเชื้อโกะหมี่ เกลือ พริก ถ่านมาห่อรวมกันแล้วนำกลับมาที่หมู่บ้านให้ผู้หญิงสาวโสดในหมู่บ้านช่วยกันทำเข้าให้เป็นแป้งนำมาผสมกับหัวเชื้อที่ไปเอามาเพื่อแจกจ่ายให้กับคนในชุมชน รวมถึงการมีข้อห้ามในการทำโกะหมี่คนทำการหมักต้องทำด้วยความละเอียดอ่อนระมัดระวังไม่ให้มีคนมาสัมผัสหรือข้ามหม้อต้มหมัก และในขณะที่ผสมโกะหมี่ ไม่ให้ผู้ชายเข้าไปดู เชื่อว่าถ้าผู้ชายเข้าไปดูจะทำให้เวลาต้มเหล้าจะได้เหล้าน้อยเหล้าไม่ดี

WRITER & PHOTOGRAPHER

ดิลก ตระกูลรุ่งอำไพ

อดีตผู้ใหญ่บ้านชุมชนปกาเกอะญอแม่หยอด จ.เชียงใหม่ ที่เป็นนักปฎิบัติการในชุมชนมาค่อนชีวิต รวมถึงผลักดันห้องเรียนมีชีวิต เป็นการเรียนการสอนสองวัฒนธรรมจนเป็นหลักสูตรสิ่งแวดล้อมใช้ในการเรียนการสอนร่วมกับโรงเรียนขุนแม่หยอด