World of Indigenous

ทุ่งหญ้า สัตว์เลี้ยง และการส่งต่อความแข็งแกร่งทั้งกายและใจของชนเผ่าในคีร์กีซสถาน


เล่าเรื่องผ่านภาพ

โดย

ณัฐดนัย ตระการศุภกร

ที่คีร์กีซสถาน เปิดกระโจมมาในแต่ละวัน เราจะได้เห็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เป็นวิว 360 องศาที่มาพร้อมกับกลิ่นหอมๆ ของผืนดินและทุ่งหญ้ากว้าง ลอยมากับลมท่ามกลางบรรยากาศสัตว์เลี้ยงร่วมร้อยชีวิตอยู่โดยรอบพื้นที่

เด็กน้อยในชุดผ้านวมขนแกะ เดินเข้าหาเรา ก่อนจะถามด้วยภาษาถิ่น ซึ่งจริงๆ เราฟังไม่รู้ความด้วยซ้ำ แต่ก็พอเดาผ่านคำพูดได้ว่า “ลุงๆ พ่อให้มาเรียกไปกินข้าว”

อาจเป็นเพราะท่าทีของหนูน้อย ที่ชี้นิ้วไปที่ปาก แล้วจับมือเราเดินไปยังวงข้าวกลางทุ่ง ทำให้เรารู้สึกได้ว่าสำหรับการอยู่ที่นี่ ภาษาไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับเรากับเด็กน้อยคนนั้นเลย

โต๊ะกินข้าวที่นี่เป็นทรงตัวยู (U) มีเบาะขนแกะวางไว้ให้นั่งสบาย มองออกไปจากที่นั่ง จะเห็นทีมแม่บ้าน กำลังเตรียมอาหารอย่างชำนาญ ซึ่งส่วนใหญ่อาหารที่ทำอยู่จะมีลักษณะเป็นแป้งทอด เหมือนโรตีบ้านเรา ที่สำคัญคือ แป้งทอดที่แม่ๆ ทำให้เราทาน เป็นเมนูทำเอง ซึ่งทอดด้วยเนยที่ทำจากไขมันม้า

ภาพที่เรารู้สึกว่าแย่งซีนมากๆ ไม่ใช่อาหาร แต่เป็นการทำอาหารใน “ห้องครัวที่สวยที่สุด” ท่ามกลางทุ่งหญ้าบนพื้นที่ร่วมหมื่นๆ ไร่ห้อมล้อมพวกเราอยู่ภาพที่เราเห็นคือ ป้าแม่บ้านกำลังเดินไปตักน้ำ ในฉากหลังเนินเขา ซึ่งทอดตัวเป็นลอนสลับกับทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา สวยงามอลังการดั่งภาพวาด

ขณะที่เราถ่ายภาพ ทำให้คิดขึ้นมาว่า การที่คนที่นี่ใช้ชีวิตอยู่ในที่โล่งแจ้งขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พวกเขาต้องสร้างที่พักเป็นกระโจม หุ้มด้วยขนแกะหลายชั้น เนื่องจากความโหดร้ายของสภาพอากาศหนาวในอุณหภูมิติดลบ แถมยังต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างนั้น ครั้งหนึ่งๆ ร่วม 3-4 เดือน เป็นเหตุผลของการที่บนโต๊ะอาหาร จะเน้นเมนูที่ทำมาจากธัญพืช ซึ่งจานอาหารดังกล่าว มีลักษณะคล้ายข้าวโพดคั่วบ้านเรา แต่แห้งกว่า และเนยที่เป็นเหมือนชีสก้อนสีขาว ดูเหมือนของหวานแต่ไม่ใช่ ซึ่งมันคือ “เนยจากนมม้า” เราถูกบังคับให้กินอาหารจานนี้ทุกคน เพื่อให้ร่างกายสร้างความอบอุ่นสู้อากาศหนาวได้

คนคีกีสสถานมีองค์ความรู้ในการหมุนเวียนพื้นที่อยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์ มีม้าเป็นพาหนะหลัก มีสุนัขเลี้ยงไว้เพื่อต้อนและปกป้องสัตว์เลี้ยง จากอันตรายของหมาป่า รูปแบบการเลี้ยงสัตว์ที่นี่เป็นการเลี้ยงแบบหมุนเวียนพื้นที่ สัตว์เลี้ยงจะกินหญ้าในบริเวณนั้นเป็นเวลาประมาณ 2-4 เดือน ก่อนที่พวกเขาจะย้ายเวียนพื้นที่ เพื่อปล่อยให้สภาพแวดล้อมได้ฟื้นตัว และจะกลับมาใช้ประโยชน์ที่เดิมในอีกประมาณ 5-10 ปี เป็นองค์ความรู้ในการให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเอง ไม่ได้กอบโดยจากธรรมชาติเสียเพียงอย่างเดียว นอกจากเป็นภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเข้าใจแล้ว การกระทำแบบนี้ ยังเป็นการทำให้พวกเขา สามารถส่งต่อการเลี้ยงสัตว์จากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างมั่นคงอีกด้วย

คีร์กีซสถานยังเคยเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตในอดีต มีการแสดงออกถึงความแข็งแกร่ง ของคนที่นี่ ผ่านเทศกาลและการแสดง  เราโชคดีที่ได้อยู่ในช่วงเวลาของงานเทศกาลฉลองประจำปี มีการแข่งขันยิงธนูบนหลังม้า การแข่งขันมวยปล้ำมือเปล่า ทั้งรูปแบบภาคพื้นและการปล้ำบนหลังม้า

นอกจากนั้นเรายังได้เจอกับคุณตา ที่เห็นแล้วก็รู้ได้เลยว่า แกมีความภูมิใจเป็นอย่างมาก กับการติดเข็มกลัดเชิดชูเกียรติจากสงครามต่างๆ ที่แกผ่านชีวิตมาจากช่วงสหภาพโซเวียต ยังมีการร้องเพลงพื้นบ้าน ซึ่งมีตั้งแต่รุ่นเด็ก วัยรุ่น รวมไปถึงผู้เฒ่าผู้แก่ร่วมร้องเพลงไปด้วยกัน

สำหรับงานนี้ คนคีร์กีสสถานอาจมองเป็นงานสนุกสนานรื่นเริง แต่สำหรับเราแล้ว กลับรู้สึกได้ถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสนุกสนาน คือการส่งต่อองค์ความรู้จากคนรุ่นก่อน ไปยังคนรุ่นใหม่ เป็นการให้ส่งต่อโดยการซึมซับ ผ่านพื้นที่ ผ่านการลงมือทำร่วมกัน นำไปสู่ความภาคภูมิใจในตัวตนของตัวเอง เพื่อพร้อมที่จะส่งต่อสู่คนรุ่นถัดไป และนี่คือเรื่องราวของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศคีกีสสถาน