Young พันธุ์

ใช้อาหารพื้นถิ่น เปิดครัวกะเหรี่ยง รักษาวิถีวัฒนธรรม  เก็บรักษาภูมิปัญญาย่ายาย


บทความ

โดย

สิริวรรณ ศรีเพ็ญจันทร์

รุ่งฤดี สุทธหลวง (อ้อย)

สาวน้อยกะเหรี่ยงโปว์

          “น่อชิพู” หรือ “อ้อย”  สาวกะเหรี่ยงโปว์ ชีวิตเข้าสู่วัยเบญจเพส เธอเกิดและเติบโตในหมู่บ้านของชุมชนแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี  เรียนจบระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนบ้านใหม่คลองอังวะ และจบมัธยมต้นที่โรงเรียนอีมาดอีทราย (โรงเรียนประจำตำบล) หลังจบการศึกษาภาคบังคับ มีโอกาสได้เรียนต่อสายอาชีพที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุทัยธานี 

          อ้อยเติบโตมาในชุมชนที่มีพื้นที่อยู่ติดขอบชายป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นพื้นป่ามรดกโลก เท่าที่จำความได้ อ้อยเห็นชุมชนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการเข้ามาของหน่วยงานนอกชุมชน ซึ่งมีทั้งด้านบวกและด้านลบ  แต่ที่เห็นแล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนเป็นจริงเป็นจัง น่าจะเป็นการเข้ามาของถนนลาดยาง ที่เปรียบเสมือนงูตัวใหญ่เลื้อยเข้ามาในหมู่บ้าน ทำให้หนูนึกถึงคำนายของคนในโบร่ำโบราณ ที่พร่ำสอนมาก่อนหน้านี้ว่า คนกะเหรี่ยงอย่างพวกเรา ให้ระวังหายนะ 4 ด้านที่จะคืบคลานเข้ามาทำให้ผู้คนและบ้านเรือนเปลี่ยนไปจากเดิม (คำทำนายของคนโบราณ 4 ข้อ : 1.งูใหญ่เลื้อยผ่านหมู่บ้าน,2.เสาออกดอกกลางบ้าน,3.ม้ามีขาและ 4.มีคนเสียงดังมาเรียกใกล้ ๆ บ้าน)  ชุมชนแก่นมะกรูดเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เริ่มมีงูใหญ่เลื้อยเข้ามา คำทำนายค่อย ๆ มีภาพชัดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากหมู่บ้านที่มีรถไถเพียง 1-2 คัน ปัจจุบันก็มีเกือบทุกบ้าน 100 กว่าคัน สมัยก่อนทำไร่ก็แค่พอแรงจอบแรงพร้าที่ถากถางพงรกร้าง แต่เมื่อรถไถทำหน้าที่แทน พื้นที่ที่เคยเป็นป่า มองไปทางไหนก็เห็นต้นไม้อยู่เต็มภูขา แต่แรงรถไถขยายพื้นที่ทำกินรุกคืบเข้าผืนป่าชุมชน กลับกลายโล่งเตียนเปลี่ยนเป็นป่าไร่ข้าวโพดแทนกันทั้งหมู่บ้าน ยังมีสิ่งที่ตามเข้ามา คือ การเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน เป็นเมล็ดพันธุ์ของบริษัทที่เร่งผลผลิต เร่งการเติบโต มีปุ๋ยมียาขึ้นมาให้ชาวบ้านใช้ก่อนผ่อนทีหลัง พอสิ้นปีเก็บผลผลิตหักหนี้หักสินแล้ว เหลือกันเพียงไม่กี่พัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมล็ดพันธุ์ที่เคยเก็บไว้ปลูก เริ่มหายไปจากผืนดิน เพราะพี่น้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากข้างนอกมาปลูกกันจนลืมสิ่งที่เคยทำ และไม่สามารถปลูกเก็บพันธุ์ได้อีก เป็นเหตุให้พื้นที่ที่สามารถเก็บอาหารกินได้ทุกฤดูกาล เปลี่ยนเป็นไร่พืชเชิงเดี่ยวที่มีแต่ยาและสารเคมี

          สิ่งสำคัญที่กระทบใจอ้อยมากที่สุดน่าจะเป็น หายนะตัวสุดท้าย เมื่อมีคนเสียงดังมาส่งเสียงเรียกใกล้ ๆ บ้าน นี่คือ ทำให้วิถีการหาอยู่หากินของกะเหรี่ยงที่อ้อยเห็นมาแต่เล็กแต่น้อย กำลังจะถูกเมินและเกือบจะสูญหายไป รถกับข้าวจากนอกชุมชน ที่มาหยิบยื่นความสะดวกสบายในการกินอาหาร แต่แอบแฝงไปด้วยการทำลายสุขภาพของพี่น้องแก่นมะกรูด ตั้งแต่มีรถกับข้าว ชาวบ้านก็จะไม่หาของกินตามธรรมชาติแล้ว แต่จะรอรถกับข้าวมาจอดเพื่อหาซื้อของจากข้างล่างทุกวัน  การกินของซ้ำ ๆ และไม่เป็นมิตรกับสุขภาพ ทำให้หลายคนเจ็บป่วยลง และสุขภาพไม่ดี ต้องเดินทางไปหาหมอกันเป็นว่าเล่น อาหารที่กะเหรี่ยงที่เคยกินกันมาแต่กี้แต่ก่อน ก็จะไม่ทำกินกัน เพราะมีความยุ่งยาก มีความละเมียดละไม แต่เปลี่ยนนิสัยมากินของแดกด่วน มากินของที่สำเร็จรูปแทน  อ้อยนึกย้อนกลับไป รุ่นปู่ย่าตายาย พ่อแม่ของอ้อย ก็ไม่ค่อยเจ็บค่อยป่วยกัน ทุกคนอายุยืนแข็งแรง เพราะกินผักกินหญ้าที่ปลูกกันเอง หาปูหาปลาในห้วยในลำธาร ทำกินกันแบบพึ่งพาธรรมชาติ

          อ้อยมีความรักและภาคภูมิใจในความเป็นกะแหรี่ยงโปว์มาก หากมองย้อนกลับไปช่วงวัยเด็ก  เป็นช่วงการเติบโตที่ทำให้อ้อยอยากย้อนเวลากลับคืน ภาพที่เคยเห็นให้กลับคืนสู่ชุมชนของอ้อย ผู้คนมีชีวิตที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แบ่งปันกันกิน น้อยมากที่จะเอาประโยชน์ให้กับตัวเอง ทุกคนจะเห็นคุณค่าของความเป็นกะเหรี่ยง ที่มีชีวิตและจิตวิญญาณที่อยู่กับธรรมชาติป่าเขา มีวัฒนธรรมที่ผูกโยงความเชื่อ คำสอนให้เราดำเนินชีวิตกันอย่างเป็นพี่เป็นน้อง ให้เราหาอยู่หากินพออิ่มกันในครอบครัว ให้เรามีความสุขกับทุกวันของชีวิต  แม้อ้อยจะเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโต แต่ชีวิตอ้อยก็ยังถูกเชื่อมร้อยด้วยวิถีกะเหรี่ยงที่เคยมีมา อ้อยพูดภาษากะเหรี่ยงโปว์ด้วยความภาคภูมิใจในภาษาของอ้อย  อ้อยจำได้ว่าเวลาเราต้องออกนอกหมู่บ้าน ลงไปที่อำเภอ ต้องเจอกับเพื่อนต่างโรงเรียน  เพื่อน ๆ ชอบล้อเลียนเวลาที่เราพูดไม่ชัด อ้อยไม่รู้สึกอาย ไม่รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า ที่พูดไม่ชัด แต่กลับรู้สึกว่าเราเจ๋งที่เรามีภาษาเป็นของเราเอง มีเสื้อผ้าสวมใส่ที่บ่งบอกถึงความเป็นกะเหรี่ยง มีประเพณีวัฒนธรรมที่งดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชนเผ่าเรา ไม่เหมือนประเพณีที่เห็นกันได้ทั่วไปในสังคม  อ้อยคิดว่า คนรุ่นของอ้อยน่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ ที่เป็นจุดเปลี่ยนให้กับชุมชนในการต้องกลับมาทบทวนการวิถีชีวิต ทบทวนการให้ความรู้สึกที่เราเป็นเจ้าของชุมชน  ทบทวนการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและผืนป่าสำคัญของประเทศอย่างเป็นมิตรและเกื้อกูลกัน

          เมื่ออ้อยเติบโตและเรียนจบจาก วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุทัยธานี มีโอกาสได้ทำงานที่ใกล้ชิดกับคนในชุมชน ได้สัมผัสและมองเห็นถึงสิ่งที่พี่น้องรู้สึก เห็นความคิด เห็นถึงสิ่งที่อยากจะบอกถึงการเข้ามาและได้ผลแห่งการเข้ามาของหน่วยงานต่าง ๆ ในหมู่บ้าน ซึ่งมีทั้งในแง่บวกและลบ เมื่อมองเห็น เมื่อรับฟัง เมื่อเข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุ  อ้อยจึงมีความคิดว่า นี่คือสิ่งที่คนรุ่นอ้อยต้องคำนึงถึงชุมชนให้มากกว่านี้  การเห็นการเปลี่ยนแปลงของชุมชนที่มีแต่คนยื่นปลามาให้ แต่ไม่เคยให้เบ็ดกับคนในชุมชนได้ทดลองตกปลาเพื่อหากินเอง เป็นจุดอ่อนสำคัญที่จะทำให้พี่น้องของอ้อย เป็นเพียงผู้แบบมือร้องขอ และจัดการตัวเองไม่ได้ ต้องตกอยู่ภายใต้การช่วยเหลือของคนนอกพื้นที่

          จุดนี้เองที่ทำให้อ้อย คิดอยากจะทำให้หมู่บ้านของอ้อยรอด ให้คนในหมู่บ้านของอ้อยได้ลุกขึ้นมาจัดการตัวเองให้ได้ ในที่นี่คือ ไม่ต้องรอให้ใครมาช่วย ไม่ต้องรอการบริจาคจากหน่วยงานที่มีงบมากมาย แต่เวลาทำงานจริงผลประโยชน์ตกมาถึงชาวบ้านเพียงน้อยนิด  อ้อยไม่ต้องการให้หมู่บ้านของอ้อยไปผิดทาง สะสมปัญหาแบบดินพอกหางหมู พัวพันกันไปหมดจนหาทางแก้ไม่ได้ ถ้าเราไม่เริ่มวันนี้  อาจจะกู้ความสุขคืนกลับสู่หมู่บ้านไม่ทันแน่นอน ความที่อ้อยเป็นคนรุ่นใหม่ เลือกที่จะกลับมาบ้าน มาทำมาหากินที่บ้าน แม้จะมีเงินเดือนการการเป็นอาสาสมัครของ สถาบันปิดทองหลังพระ หล่อเลี้ยงชีวิตไม่มากนัก แต่สิ่งที่ได้มามากกว่านั้น  ไม่ว่าจะเป็นการได้อยู่กับธรรมชาติที่สะอาด อากาศบริสุทธิ์ ได้กินอาหารตามฤดูกาล ได้มีเวลาดูแลพ่อแม่ ได้เห็นคนในชุมชนเริ่มก่อการบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้ชุมชนพัฒนาไปในทางที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น  เหล่านี้ล้วนเป็นพลังเล็ก ๆ ให้ชีวิตของอ้อยอยู่อย่างมีความหมาย ให้ชีวิตเล็ก ๆ ของอ้อย อยู่อย่างเห็นความหวัง อ้อยพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ชุมชนของอ้อยเป็นชุมชนที่จัดการตนเองได้ ภาระการจัดการชุมชน เป็นภาระที่อ้อยขอแบกร่วมกับเพื่อน ๆ ที่ต้องการร่วมกันทำให้ “แก่นมะกรูด” อยู่รอดได้จริง และยังรักษาบริบทของการเป็นคนกะเหรี่ยง ที่เป็นคนกลุ่มน้อยในจังหวัดอุทัยธานี ให้รากเง้าวิถีวัฒนธรรมให้เติบโต งอกงาม มีรากที่หยั่งลึก ยึดโยงคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่าให้อยู่ด้วยกันอย่างสอดคล้องและสมดุล

อ้อยคิดเสมอว่าการที่อ้อยเป็นคนรุ่นใหม่ ที่เกิดและเติบโตที่นี่ มีเพื่อนที่คิดเหมือนกัน มีพี่น้องที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน ที่คนในชุมชนที่ต้องการลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของชุมชนเหมือนกัน แม้เป็นเพียงกลุ่มคนเล็ก ๆ ก็อาจจะทำให้ชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เราต้องการทำได้จริง

          อ้อยคิดถึงเป้าหมายใหม่ของชีวิต หลังจากออกจากบ้านไปเรียนต่อในเมือง ทำให้ชีวิตต้องห่างไกลจากบ้านที่เคยอยู่ จากคนที่เคยคุ้น ไปใช้ชีวิตตามลำพังนอกบ้าน เรียนรู้อยู่หอพัก เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ มีสิ่งล่อใจมากมาย เดินผิดบ้างถูกบ้าง แต่สุดท้ายระยะเวลา 3-4 ปีที่ออกจากบ้าน ทำให้อ้อยบอกตัวเองว่า ไม่มีที่ไหนอยู่แล้วเรารู้สึกอยากมีชีวิตต่อ เท่ากับที่บ้านของอ้อย “แก่นมะกรูด” คือคำตอบสุดท้ายของชีวิต ที่อ้อยขอหมุนหัวรถที่จะขับพาชีวิตออกไปโลดเล่นในเมือง กลับมาตั้งหลักใหม่ที่บ้านของอ้อย กลับมาทำอะไร เป็นคำตอบที่อ้อยต้องค้นด้วยตนเอง เริ่มจากเข้าไปช่วยพ่อทำสวนทำไร่ มีผืนดินที่ตัวเองมีสิทธิ์ทำกินและใช้ประโยชน์ไม่มากมาย ปลูกทุกอย่างที่อยากปลูก ปลูกทุกอย่างที่กินได้ ทำทั้งไร่ ทำทั้งสวน ต้องการสร้างฐานความมั่นคงของชีวิตให้กับตัวเอง แต่ก็ยังล้มลุกคลุกคลาน จนมาทำงานเป็นอาสาสมัครให้กับสถาบันปิดทองหลังพระ แม้จะได้เงินมาหล่อเลี้ยงชีวิตไม่มากไม่มาย แต่ก็ทำให้พอมีรายได้จับจ่ายดูแลคนในครอบครัว 

          การทำงานอยู่บ้าน ยังต้องหาคำตอบไปเรื่อย ๆ ว่าจะทำให้ตัวเอง ครอบครัว อยู่รอดได้อย่างไร และหากต้องการให้ชุมชนของตัวเองรอดด้วย จะต้องทำอย่างไร จนอ้อยคิดรื้อฟื้นอาหารกะเหรี่ยงที่เกือบจะหายไปจากการกินการอยู่ในครัวเรือน ของคนแก่นมะกรูด ให้กลับคืนมา ให้คนในชุมชนให้คุณค่า ให้คนนอกชุมชนได้มองเห็น ให้เด็กน้อยในชุมชนได้เรียนรู้ การรื้อฟื้นไม่เพียงให้อาหารท้องถิ่นได้กลับคืนสู่ชุมชน แต่ยังทำให้คนเฒ่าคนแก่ คนที่มีความรู้ในชุมชนได้เป็นผู้ให้ ได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกหลานของตนเอง ทำให้ชีวิตของย่ายายมีความหมายมากขึ้น ไม่เพียงเป็นคนแก่ที่อยู่ไปวัน ๆ ภูมิปัญญาที่อยู่กับผู้คนในชุมชนของอ้อย ถูกขุด ถูกคุ้ยให้เป็นบทเรียนสำคัญ ให้กับเด็กน้อย ให้กับคนรุ่นอ้อย ได้ทำต่อ ไม่จบตำนานไว้ที่ย่ายาย

          อ้อยกับเพื่อน ชวนกันรวมกลุ่มกัน หวังและฝัน จะทำ “ครัวกะเหรี่ยง” ให้เป็นที่รู้จัก  ให้เป็นพื้นที่บ่มเพาะด้านวิถีชีวิต การหาอยู่หากิน ให้เป็นแหล่งเล่าเรื่องอาหารการกินที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม อาหารการกินที่เล่าเรื่องความเชื่อที่มีกันมานาน อาหารการกินที่ทำให้สุขภาพกายใจของคนกินมีพลังชีวิต อาหารการกินที่เป็นมิตรกับผืน อ้อยได้สื่อสารเรื่องของตัวเอง ได้เปิดประตูความฝันที่ต้องการทำกับเพื่อนและคนในชุมชน ได้เห็นสิ่งที่อ้อยคิดจะเปลี่ยนชุมชนเล็ก ๆ ของอ้อย ด้วยอาหารกะเหรี่ยง ให้อาหารกะเหรี่ยงเป็นกลไกเล็ก ๆ ที่จะช่วยกันเปลี่ยนให้คนในชุมชนมองเห็นค่าของคนเล็กคนน้อยที่ต้องการลุกขึ้นมาจัดการตนเอง  เห็นค่าของวิถีชีวิต เห็นค่าของเมล็ดพันธุ์ เห็นค่าภูมิปัญญาของคนเฒ่าคนแก่ที่มีอยู่ในชุมชนมาเนิ่นนาน ใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างมีความหมาย ได้ทดลองความจริงของชีวิต ที่จะสร้างบทเรียนบทสำคัญกับการทำงานชุมชน  ที่จะทำให้อ้อยได้เรียนรู้ ได้นำศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเอง นำความถนัดที่ค้นพบ นำความรักด้านการทำอาหารชุมชน ออกมาใช้และพัฒนาไปกับเด็ก ๆ และเพื่อน พี่น้องในชุมชน หวังสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ในชุมชนบ้านเกิดของตัวเอง 

          ถ้าอ้อยทำ “ครัวกะเหรี่ยง” ให้เป็นฐานอาชีพให้กับพี่น้องในชุมชนได้ อ้อยคิดว่าคนในชุมชนจะเปลี่ยนความคิดที่จะหันมาช่วยกันรักษาวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ที่เป็นรากเหง้ากะเหรี่ยงแก่นมะกรูด ให้แข็งแรงไม่สั่นคลอนไปตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม และจะทำให้อ้อยมีอาชีพที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนของอ้อยได้เป็นจริง