เรื่องเล่าใต้ถุนบ้าน
ประเพณีปิดบ้าน: ลาวครั่งบ้านไร่เสน่ห์วิถีที่ยังเหลืออยู่ของชุมชน
บทความ
โดย
สิริวรรณ ศรีเพ็ญจันทร์
หากขับรถเลาะเลียบมาถึงอุทัยธานี จังหวัดเล็ก ๆ ที่แอบซ่อนตัวเองอยู่ เหมือนเช่นเมืองลับแล หากไม่ตั้งใจมา จะไม่มีทางมาถึงแน่นอน จากตัวเมืองวิ่งรถมาทิศทางเดียวกับตะวันตกดิน เราจะพบเจอกับอำเภอบ้านไร่ ซึ่งเป็นอำเภอใหญ่ที่สุดของจังหวัดอุทัยธานี เพราะอยู่ติดกับผืนป่ามรดกโลกห้วยขาแข้ง จึงนับรวมผืนป่าสำคัญแห่งนี้ไปด้วย
ที่นี่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ยังดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นเครือญาติอย่างเกื้อกูล ไม่ว่าจะเป็น ลาวครั่ง ลาวเวียง ขมุ กะเหรี่ยง แต่ถ้าจะนับจำนวนว่ามีกลุ่มชาติพันธุ์ใดมากที่สุด คงเป็นพี่น้อง “ลาว” แน่นอน
ในอดีตที่นี่คือผืนป่าที่ยังไม่มีผู้ใดมาอาศัย แต่ในช่วงสมัยสงครามกบฏเจ้าอนุวงศ์ สมัยรัชกาลที่ 3 ของกรุงรัตนโกสินทร์ พี่น้องลาวแพ้สงครามตกเป็นเชลยศึก จึงถูกอพยพกวาดต้อนมา ส่วนหนึ่งเดินทางมาตั้งทัพที่อำเภอบ้านไร่ เมื่อสิ้นสุดสงคราม พี่น้องลาวก็ไม่ขอกลับเมืองเดิม เพราะมองเห็นการอยู่รอด จากความอุดมสมบูรณ์ที่มีอยู่ในแผ่นดินแห่งนี้มากมายเหลือคณานับ ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม พืชพันธุ์ธัญญาหาร ไม่มีขาด หาอยู่หากินพึ่งพาป่ารอบบ้าน ให้ครอบครัวอิ่มกันทุกคืนวัน อยู่แล้วมีความสุข ก็ตั้งรกรากกันมายาวนานจวบจนปัจจุบัน
การตั้งถิ่นที่ชีวิตของพี่น้องลาวที่ข้ามน้ำโขง ข้ามแดนมาอยู่ที่บ้านไร่ ไม่ได้มาอยู่แต่ตัว แต่ยังคงพกพาวิถีลาวดั้งเดิม ประเพณีเก่าแก่ ติดเนื้อติดตัวกันมา พากันเก็บรักษา สืบสานวัฒนธรรมความเป็น “คนลาว” ที่มีกันมานาน มาไว้ที่บ้านไร่ด้วยเช่นกัน แม้เวลาผ่านมานับหลายร้อยปี แต่ยังมีสิ่งที่มองเห็นได้ไม่เลือนราง นั่นคือ ประเพณีเลี้ยงปิดบ้าน ที่ยังคงมีทุกหมู่บ้านในอำเภอบ้านไร่ ที่พี่น้องลาว เก็บรักษาสานต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อถึงช่วงเวลาขึ้น 15 ค่ำ จนถึงแรม 1 ค่ำเดือนหกของทุกปี คนลาวบ้านไร่ทุกหมู่บ้านจะต้องทำพิธีปิดบ้าน แต่ไม่ได้ทำพร้อมกันทุกบ้าน จะไล่เรียงกันเลี้ยงปิดบ้าน ตามความพร้อมของผู้ทำพิธีกรรมจะกำหนดวันของหมู่บ้านนั้น ๆ มีหลายหมู่บ้านที่เหลือเพียงกลิ่นอายของการเลี้ยงปิดบ้าน พิธีกรรมดั้งเดิมจะค่อย ๆ เลือนไปตามผู้คนในชุมชนว่ามีวิถีเปลี่ยนไปกับสังคมใหม่มากน้อยเพียงใด จะมีเพียงหมู่บ้านเดียวเท่านั้นที่ยังคงรักษารากเดิมไว้ได้อย่างน่าชื่นชมและยังคงความงดงามไว้ให้ลูกหลานได้เรียนรู้สืบสานต่อได้ จนถึงทุกวันนี้ หมู่บ้านที่ว่าคือ บ้านสะนำ
เป็นความเชื่อของชุมชนที่นี่ ชาวบ้านจะนับถือ “เจ้าบ้าน” ด้วยความศรัทธาและความเคารพทุกครัวเรือนจะอยู่ภายใต้การปกปักรักษาจาก “เจ้าบ้าน” ที่อยู่ในบริเวณดงหอนี้ สมัยก่อนชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า ตกดึก ๆ จะได้ยินเสียงฝีเท้าของม้าวิ่งรอบ ๆ หมู่บ้านเสมือนเจ้าบ้านคอยสำรวจตรวจตราความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้อยู่อย่างสงบ ร่มเย็น ที่ชาวบ้านยังคงทำกิจกรรมนี้ เพราะเชื่อว่าเป็นการแสดงความกตัญญูและความเคารพ ต่อวิญญาณบรรพบุรุษที่ปกปักรักษา คุ้มครองอันตรายต่าง ๆ ตลอดจนบันดาลให้พวกเขาอยู่ดีกินดี ที่ดินทำกินมีความอุดมสมบูรณ์ พืชพันธุ์ธัญญาหารงอกงามมากมาย และการรวมตัวกันของพี่น้องเครือญาติในวันปิดบ้านจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ร่างกายและจิตใจ ในยามว่างจากฤดูประกอบอาชีพเกษตร มีความสามัคคี ความสัมพันธ์ ในหมู่ของตนเองและต่างหมู่บ้านด้วย
บ้านสะนำ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แยกตัวออกมาจากบ้านทัพคล้าย ซึ่งเป็นกลุ่มหมู่บ้านใหญ่ ที่สมัยถูกกวาดต้อนมา คนลาวที่เป็นเชลยสงครามจะถูกมารวมกันไว้ที่บ้านทัพคล้าย เพี้ยนมาจาก ทัพค่ายเดิม คนบ้านทัพคล้ายบอกตัวเองว่าเป็น “ลาวเวียง” แต่คนบ้านสะนำ ผู้คนส่วนใหญ่ในชุมชนบอกตัวเองว่า เป็น “ลาวครั่ง” ความต่างอยู่กันที่ ลาวเวียง จะนับถือพุทธ หรือ “พระ” เป็นหลักแห่งชีวิต มีพิธีกรรมอะไรก็จะไปที่วัดเป็นหลัก แต่ลาวครั่ง จะเชื่อทางผี นับถือศาลเจ้าบ้าน แต่ก็เข้าวัดเช่นกัน อีกเรื่องที่ต่างกันคือ ลาวเวียงจะใส่เสื้อขาว แต่ลาวครั่งจะใส่เสื้อคราม ผู้หญิงนุ่งซิ่นตีนจกตีนแดงเหมือนกัน
ก่อนวันปิดบ้าน
ที่บ้านสะนำ จะทำพิธีเลี้ยงปิดบ้านกันที่ศาลเจ้าบ้าน ตั้งอยู่ในบริเวณป่าหมากล้านต้น ในพื้นที่ใกล้กับศาลเจ้าบ้านนั้น ยังมีสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ยังคงอยู่ให้ลูกหลานได้เห็นคุณค่า นั่นคือ “ต้นไม้ยักษ์” ที่มีขนาดใหญ่ประมาณ 60 คนโอบอายุเกือบ 200 ปี อยู่ด้วย
ประเพณีปิดบ้าน จะมีผู้ทำพิธีกรรมติดต่อกับ “เจ้าบ้าน” เรียกว่า “จ้ำ” และ “จ่า” ในพิธี จ่าผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยจ้ำ จะทำการเสี่ยงทายกับเจ้าบ้านว่าปีนี้จะให้ชาวบ้านนำอะไรมาเลี้ยง ปกติถ้าเป็นปีที่มีเดือนแปดสองหน ชาวบ้านจะต้องนำ “หมู” มาเลี้ยงเจ้าบ้าน แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะใช้ “ไก่” เลี้ยงเจ้าบ้านแทน และจะกำหนดวันเลี้ยงปิดบ้านว่าเป็นวันไหน ก็จะแจ้งให้คนในชุมชนได้รู้ถึงวันเลี้ยงปิดบ้าน
ในอดีตถนนทุกเส้นทางเข้าหมู่บ้านจะหาสิ่งของมาปิดกั้นหมด ไม่ให้คนในออกและคนนอกเข้า จะมีสัญลักษณ์การปิดกั้นถนนคือ “ตาแหลว” กั้นปิดสิ่งชั่วร้าย หรือสิ่งไม่ดีไม่ให้เข้ามาในหมู่บ้าน อีกนัยยะ จากคำบอกของคนในชุมชน คือเป็นตาเฝ้ามองคนเข้าคนออก ใครเห็นจะต้องเหลียวหลังมาดู ถ้าใครฝ่าฝืนข้ามเขตข้ามแดนเข้ามา จะถูกปรับเป็นเหล้าและไก่
ก่อนที่จะทำพิธีเลี้ยงเจ้าบ้าน 1 วัน จะถือเป็นวันปิดบ้าน ช่วงกลางวันชาวบ้านจะพากันทำขนมที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของงานเลี้ยงปิดบ้านคือ ขนมนมสาว ขนมตาควาย และข้าวต้มมัด เพื่อใช้ในพิธีเลี้ยงปิดบ้านในวันรุ่งขึ้น

พอตกกลางคืนชาวบ้านก็จะพากันมารวมตัวที่ลานกลางบ้านและต่างพากันเล่นการละเล่นต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน ทั้งการเล่นที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณ เช่น การเรียกผีนางด้ง การเรียกผีนางแคน หรือการเรียกผีนางกวัก การละเล่นทางจิตวิญญาณนี้ จะเป็นการร้องเชิญวิญญาณผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วมาเข้าในร่างของคนเล่น เพื่อเล่นและร่ายรำอย่างสนุกสนาน เป็นการแสดงความกตัญญูต่อแม่โพสพ เคารพต่อเจ้าบ้านและสิ่งศักดิ์ทั้งหลาย มีความเชื่อว่าจะทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ความสามัคคี มีความร่มเย็นเป็นสุขเจริญก้าวหน้าและประสบผลสำเร็จ ตลอดจนปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและภยันอันตรายต่างๆ จะไม่มาแผ้วพาน ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นการเรียกผีบรรพบุรุษให้มาสนุกสนานด้วยกัน
การเล่นผีนางด้งเล่นเฉพาะตอนกลางคืน ส่วนใหญ่ใช้หญิงสาวเป็นผู้เล่น โดยใช้ผ้าปิดตา ผ้าขาวม้าผูกเอว นั่งพนมมือ ถือกรวยดอกไม้ กระด้งวางไว้ข้างหน้า ใช้ผ้าคุมหัวและกระด้ง มีพี่เลี้ยงอย่างน้อยสองคนอยู่ กลางวง ล้อมวงร้องเพลงเชิญ ว่า
“นางด้งเอ๋ย เข้าป่าระโหง กระทงไม้หมาก เขาถากไม้แดง เขาแทงแมงเม่า กระด้งฝัดข้าว บินมาพิวพิว บินมาพายพาย มาคู้ดขี้ซาย สาดหน้านางด้ง”
พากันร้องจนกว่าผู้เล่นจะถูกวิญญาณเข้าร่างแล้วล้มลงโดยไม่รู้ตัว แต่พี่เลี้ยงจะรู้ว่าวิญญาณเข้าร่างแล้ว ก็จะช่วยกันพยุงลุกขึ้น แล้วปรบมือ หมอแคนและนักดนตรีต่างเป่าแคนร้องเพลงปรบมือ นางด้งก็จะร่ายรำตามจังหวะในท่าต่างๆ ผู้คนที่อยู่รายล้อมก็จะเข้าไปร่วมเล่น รำเย้า รำยั่ว เพื่อที่จะทำให้นางด้งโมโห เอากระด้งไล่ฟาด พี่เลี้ยงที่ถือกระด้งก็แย่งกระด้งออกมา และพี่เลี้ยงที่ถือผ้าขาวม้าต้องดึงผ้าไว้เพื่อที่จะไม่ให้นางด้งหลุดหนีเข้าป่าไป ซึ่งพี่เลี้ยงจะมีส่วนสำคัญมากถ้าไม่มีพี่เลี้ยงเชิญออก ก็จะทำให้คนที่ถูกวิญญาณเข้าร่างจะเสียสติและเป็นบ้าได้ เพราะฉะนั้นพี่เลี้ยงต้องคอยดูแลตลอด จนกว่าผีนางด้งจะหมดแรง หรือหากจะเปลี่ยนคนเล่น พี่เลี้ยงจะต้องเป็นผู้เชิญออกและเรียกชื่อดังๆ เขย่าตัวแรงๆ ให้รู้สึกตัวจนกว่าผู้เล่นจะขานรับ แสดงว่าผีวิญญาณออก ถ้าวิญญาณไม่ยอมออกก็ต้องปล่อยให้ร่ายรำต่อไป จนกว่าวิญญาณจะยอมออก แต่ถ้าไม่ยอมออกจริง ๆ ก็ต้องใช้น้ำลูบหน้า หรือหนักหน่วงที่สุด ก็ต้องใช้น้ำมนต์และคาถา ซึ่งพี่เลี้ยงต้องรู้วิธีการเชิญเข้าเชิญออกเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ก็จะมีกีฬาโบราณให้เด็ก ๆ คนหนุ่มคนสาว คนเฒ่าคนแก่ได้เล่นร่วมกัน เช่น การเล่นบักโมบักแตง การเล่นเสือกินหมู การเล่นเป็ดคอก่าน การเล่นบักนาวตัดท่อน เป็นการแสดงถึงภูมิปัญญาที่แหลมคมของคนโบราณที่สอนให้ลูกหลานได้มาร่วมกันสร้างความสนุกสนาน รู้จักการวางตัว การป้องกันตัว การทำงานร่วมกันเป็นทีม จะพากันเล่นตลอดทั้งคืน
วันเลี้ยงเจ้าบ้าน
พอรุ่งเช้าหลังวันประกาศปิด ทุกคนในหมู่บ้านจะนำเอาเหล้า ข้าวหวาน (หมายถึงข้าวสวยคลุกด้วยน้ำตาล) เชื่อกันว่าจะทำให้ชีวิตหวานชื่นรื่นรมย์ นำใส่กระทงพร้อมกรวยดอกไม้เท่ากับจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ตลอดจนสัตว์สิ่งของที่มีอยู่ในบ้าน เช่น วัว ควาย รถ ฯลฯ การทำแบบนี้ถือเป็นภูมิปัญญาสำคัญ ที่เป็นเหมือนการสำรวจผู้คนและสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน เมื่อเตรียมแล้วจึงนำไปที่บ้านจ้ำ-จ่า พอได้เวลาก็พากันแห่เป็นขบวน ยกอาหาร หวานคาว เหล้ายาปลาปิ้งไปศาลเจ้าบ้าน
หลังจากนั้นก็จะนำอาหารคาว-หวาน เหล้า ยกเลี้ยงเจ้าบ้าน ระหว่างเจ้าบ้านกินอาหารก็จะมีการรำรอบ ๆ ศาลเจ้าบ้าน ตลอดจนการเล่นต่าง ๆ จ้ำ-จ่าก็จะจับเมล็ดข้าวสารเสี่ยงทายว่าอิ่มหรือยัง ถ้ายังก็จะรำต่อ จนเสร็จ ก็พากันแห่กลับไปบ้านจ้ำ-จ่า ชาวบ้านจะพากันผูกแขนจ้ำ-จ่าเพื่อแสดงความเคารพ หลังเสร็จพิธีกรรมก็จะพากันเล่นกันทั่วหมู่บ้าน ตามแต่บ้านไหนจะพร้อม หรือที่ไหนสะดวก ก็นัดหมายกันกำหนดเป็นจุดรวมตัวกันทั้งกลางวันกลางคืน การเล่นจะมีทั้งเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ภูตผี การเล่นสนุกสนาน ทั้งในร่มและกลางแจ้ง คนที่นี่เชื่อกันว่า ในช่วงการเลี้ยงปิดบ้าน 3 วัน 3 คืนจะห้ามทำอะไรทั้งสิ้น แม้กระทั่งการกวาดบ้านหรือทำงานบ้าน จะรวมตัวมาเล่นสนุกสนานกันอย่างเดียวทั้งหมู่บ้าน สมัยก่อนงานปิดบ้านจะเล่นกัน 7 วัน 7 คืน แต่ปัจจุบันได้ลดลงตามความเหมาะสมของกาลเวลา
ประเพณีปิดบ้าน เป็นหมุดหมายสำคัญของคนลาวอุทัยธานี ที่จะทำให้เครือญาติที่ออกนอกบ้าน ได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ได้มาสนุกสนานร่วมกัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำมาหากินตามวิถีของแต่ละคน เป็นการผ่อนคลายชีวิตให้รื่นรมย์ก่อนจะเริ่มงานหนัก ในฤดูกาลเพาะปลูกรอบใหม่ คนที่นี่มารวมตัวกันเลี้ยงปิดบ้านด้วยศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขายึดโยงหัวใจไว้
ชุมชนที่นี่แสดงความนอบน้อมเคารพต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลให้เขาหาอยู่หากินได้อย่างมีความสุขมาช้านาน “บ้านสะนำ” ชุมชนเล็ก ๆ ที่ยังรักษาคุณค่าแห่งพลังศรัทธาไว้ให้เป็น มนต์ขลังที่ทรงพลังของชุมชนได้อย่างแท้จริง.







