Young พันธุ์
น่อแมะ กลับบ้านเรียนรู้ วิถี ความเชื่อ เส้นด้ายและถักทอพาผ้าทอปาเกอะญอบอกเล่าเรื่องจิตวิญญาณชนเผ่าบ้านป่ะน้อยปู่
บทความ
โดย
สิริวรรณ ศรีเพ็ญจันทร์

อาภรณ์ สองยางเจริญสุข
“ชื่อเธอ ย่าเป็นคนตั้งให้ตั้งแต่แรกเกิด “แมะ” มาจากภาษาปเกอะญอ ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “ไฝ” ชื่อเล่นจึงบ่งบอกความเป็นตัวตนที่ชัดเจนมากที่สุดว่าเธอเป็นใครมาจากไหนค่ะ”
เสียงที่บอกถึงความภาคภูมิใจในที่มาของชื่อตัวเอง มาจากสาวน้อยร่างบาง ของ อาภรณ์ สองยางเจริญสุข หรือ น่อแมะ เป็นชื่อที่คนในชุมชนของเธอใช้เรียกหาหรือเป็นที่รู้จัก ฉะนั้นคำว่าแมะจึงทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณในหัวใจของเธออยู่มากมาย ทั้งที่บ่งบอกตัวตนความเป็นปเกอะญอ บ่งบอกตัวตนของเธอที่มีอยู่ในชุมชน

เธอเรียนจบการศึกษาปริญญาตรีหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาการจัดการภูมิวัฒนธรรม จากวิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แม่สอด หลังจากเรียนจบ เธอมีเป้าหมายที่เกาะกุมอยู่ในหัวใจมานาน และยิ่งชัดเจนมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะหลักสูตรการจัดการภูมิวัฒนธรรม ที่เธอร่ำเรียนมา เป็นตัวกระตุ้นคำถามที่ค้างคาใจ เป็นคำตอบให้โจทย์ชีวิตของเธอ ค้นหาคำตอบได้เร็วขึ้น การเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย สอนและเปิดโอกาสให้เธอได้เรียนรู้และเพิ่มประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ชุมชน บนต้นทุนที่มีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรม ความเชื่อ ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม การหาอยู่หากินตามวิถีชนเผ่า
ภาพการเก็บข้อมูลในชุมชน ภาพการพูดคุยกับคนเฒ่าคนแก่ ผู้รู้ในแต่ละเรื่อง ทำให้เธอเกิดภาพฝันที่คิดจะกลับบ้านมาทำงานในพื้นที่ที่เธอเกิดและอาศัยมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ในชุมชนของตนเอง เธอหวังที่จะเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ในชุมชน ที่สร้างการขยับ ขับเคลื่อน ให้เกิดแรงกระตุ้น สร้างกระบวนการทำงานร่วมกับเด็กและคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในชุมชนของเธอ เธอหวังจะให้เด็กน้อยในชุมชนของเธอ ถูกบ่มเพาะ หล่อหลอม ให้ต้นกล้าน้อย ๆ ในชุมชน มีปุ๋ยทางภูมิปัญญา มีคนในชุมชนเชื่อมร้อยความรู้ จนก่อเกิดเป็นเมล็ดพันธุ์ที่งอกงาม สร้างพลังเล็ก ๆ ในการขับเคลื่อนงานชุมชนร่วมกันในวันข้างหน้า
สิ่งสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจ “กลับบ้าน” ไม่คิดจะออกไปทำงานให้ไกลพื้นที่ เพราะเธอต้องการกลับมาดูแลพ่อแม่และคนในครอบครัว เธอทิ้งบ้านออกไปเรียนในเมืองมานานมาก กลิ่นไอความรัก ความอบอุ่นที่มีอยู่ในครอบครัวจะห่างหายไปมากกว่านี้ หากไม่มีใครกลับมาอยู่บ้านเลย เธอตัดสินใจบอกพี่น้องว่าเธอจะเป็นคนกลับมาอยู่ดูแลพ่อแม่เอง เธอต้องการกลับมาเก็บเรื่องราวความงดงามทางวิถีชีวิต วัฒนธรรมชุมชน อาหาร การแต่งกายที่เป็นผ้าทอมือที่มีอยู่ทุกบ้านในชุมชนของเธอ ให้หยั่งรากและยึดโยง เชื่อมต่อกับเด็กน้อยในชุมชน ให้เห็นคุณค่าและความสำคัญเช่นเดียวกับที่เธอมองเห็น เธอต้องการกลับมาศึกษาและฟื้นภูมิปัญญาของย่ายายที่ทอผ้ากันมาเนิ่นนาน ไม่ว่าจะเป็นลายผ้า การทอ การปัก การย้อมสีแบบโบราณที่ใช้สีจากธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชน นี่คือภูมิปัญญาปเกอะญอที่สะท้อนความเชื่อ ความศรัทธา ความสัมพันธ์ของชีวิตของคนในชุมชนและมีต่อทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะเป็นกุญแจสำคัญให้เธอและชุมชนอยู่ได้อย่างภาคภูมิใจ เธอมองเห็นทางรอดของตัวเธอ และทางรอดของผู้คนในชุมชน กับการกลับคืนสู่บ้านเกิด เปิดหน้าต่างสร้างพื้นที่การเรียนรู้รากเหง้าวัฒนธรรม ของชีวิตคนปเกอะญอ ให้คงอยู่ในชุมชนของเธอ
แมะเล่าให้ฟังว่า เธอรู้สึกว่าเธอเป็นเด็กปเกอะญอเพียงไม่กี่คน ที่โชคดีมาก ๆ ที่มีโอกาสได้รับทุนการศึกษาบัณฑิตคืนถิ่น ได้เรียนต่อจนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีของวิทยาลัยโพธิวิชชาลัย สาขาการจัดการภูมิวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่ทำให้เธอได้รู้จักกลุ่มเครือข่ายพี่น้องชาติพันธุ์ต่างเผ่าต่างพันธุ์แต่หัวใจไม่ต่างกัน ได้เรียนรู้วิถีวัฒนธรรมรากเหง้าความหลากหลายของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ โดยมีห้องเรียนชุมชนเป็นฐานสำคัญในการเปิดโลกการเรียนรู้ให้กับเธอ ครูภูมิปัญญาผู้รู้ในชุมชน ที่เก็บซ่อนคลังความรู้ไว้กับตัวเองไว้มากมายหลายแขนงวิชา มีอยู่ทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน ทุกชนเผ่า เช่น บ้านปูเต้อ บ้านห้วยกระทิง บ้านห้วยน้ำนัก บ้านแม่กึ๊ดหลวง บ้านแม่ปอคี บ้านแม่อมยะ บ้านอีมาดอีทราย บ้านคลองเสลา บ้านใหม่คลองอังวะ บ้านสะนำ ชุมชนเหล่านี้ เป็นห้องเรียนที่บ่มเพาะให้เธอเรียนรู้ความจริงของสังคม ที่ยังมองไม่เห็นความเท่าเทียมและเป็นธรรม เห็นการครอบงำทางความคิดจากหน่วยงานที่เรียกได้ว่ามีอำนาจมากกว่าคนในชุมชน เห็นโครงสร้างปัญหาที่ทับซ้อนโยงใยกันยิ่งกว่าสายไฟในเมืองหลวง ห้องเรียนในหมู่บ้าน เป็นคำตอบสำคัญในการช่วยสร้างศักยภาพของเธอให้รู้จักการใช้เครื่องมือ ในการเข้าไปศึกษาและอยู่ร่วมกับคนในชุมชนได้จริง ได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งร่วมกับครูผู้รู้ทุกคนในชุมชน ทักษะการคิด วิเคราะห์ การตั้งคำถาม การสะท้อนปัญหาร่วมกัน ให้ห้องเรียนถูกนำมาใช้จริงกับชุมชน เช่น เครื่องมือการเขียนเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ชุมชน เครื่องมือแผนที่ชุมชนเพื่อบอกสถานที่หรือบุคคลสำคัญในชุมชน เครื่องมือปฏิทินฤดูกาลเพื่อให้ทราบถึงแหล่งอาหารจากธรรมชาติ และช่วงเวลาประเพณีความเชื่อของชุมชน เครื่องมือการสังเกตโดยการมีส่วนรวมกับคนในชุมชนทำให้เกิดการไว้วางใจ เครื่องมือการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก การออกแบบพื้นที่แหล่งเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมร่วมกับคนในชุมชนเพื่อต้นแบบพื้นที่การจัดกิจกรรมแหล่งเรียนรู้ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งการเรียนการสอนแบบนี้ทำให้เธอได้รับประสบการณ์ในเรียนที่แตกต่างจากการเรียนการสอนทั่วไป
งานพัฒนามีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ชุมชนมองเห็นศักยภาพของตนเอง เครื่องมือต่าง ๆ ที่นำมาวิเคราะห์ชุมชน จะทำให้ชุมชนสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง บางครั้งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาบางอย่างในชุมชนได้ การได้เรียนรู้จริงกับห้องเรียนชุมชน ทำให้เธอเริ่มปักหมุดชีวิตตนเอง เบนเข็มทิศชีวิตมาในทิศทางที่เคยอยู่ ต้องการกลับบ้าน เพื่อกลับมาทำงานในชุมชนของตนเองชัดเจนมากขึ้น การเรียนรู้ในแต่ละพื้นที่ แต่ละชุมชน แต่ละผู้คนที่เธอได้ไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์ จะเป็นบทเรียนที่ทำให้เธอนำกลับมาปรับใช้กับงานที่เธอต้องการทำในชุมชนของเธอ ประวัติศาสตร์ชุมชนจะถูกปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง เพื่อเปิดหน้าบันทึกให้กับเด็กรุ่นหลังได้สืบค้นหารากเหง้าของตนเอง วิถีชีวิตดั้งเดิมที่กำลังจะถูกกลืนจากทุนภายนอก จะเป็นบทเรียนใหม่ให้กับเด็ก ๆ ในชุมชนได้ศึกษา เส้นด้ายเส้นเก่า จะถูกพันผูกต่อยาวอีกครั้ง และถูกทักทอให้ร่วมสมัย สื่อสารส่งเสียงเล่าเรื่อง บ้านป่ะน้อยปู่ ให้สังคมได้รู้จักชุมชนเล็ก ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างได้เริ่มต้นแล้ว ผ้าทอปเกอะญอจะเปลี่ยนชีวิตเธอให้กลับมาทำงานที่บ้านของเธอได้อย่างเป็นจริง

เธอต้องการกลับมาทำงานกับผืนผ้าที่คอยห่อหุ้มจิตวิญญาณและชีวิตเธอมาตั้งแต่เกิดจนโต คนปเกอะญอ มีความเชื่อและวิถีในการใช้ผ้าที่ทอมือ มาตั้งแต่เด็กแรกเกิด จะมีผ้าห่อเด็ก ผ้าอุ้มเด็ก เสื้อตัวแรกของเด็กผู้ชายเด็กผู้หญิง เสื้อของหนุ่มสาวที่ยังไม่แต่งงาน เสื้อเจ้าบ่าว เจ้าสาว ผ้าโผกหัวผู้ชาย ผ้าโผกหัวผู้หญิง เหล่านี้ล้วนเป็นวิถีชีวิตในการใช้ผ้าของคนปเกอะญอทั้งสิ้น เธอต้องการรู้จัก รู้ใจ และเข้าถึงผ้าทอเก่าแก่ทุกผืนที่ยังมีอยู่ในชุมชนของเธอ เธอต้องการฟื้นภูมิปัญญาดั้งเดิมส่งต่อให้กับเด็กน้อยรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็นลายผ้า การทอ การปัก การย้อมสีแบบโบราณที่ใช้สีจากธรรมชาติต้นไม้ ใบไม้ที่มีอยู่ในหมู่บ้านและชุมชนใกล้เคียง ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับความเชื่อชนเผ่าปเกอะญอว่า “เอาะที เกอะต่อที เอาะก่อ เกอะต่อก่อ” แปลว่า
“เมื่อเราใช้ประโยชน์จากสายน้ำก็ต้องรักษาต้นน้ำ อยู่กับป่าก็ต้องรักษาป่าไม้ ทำกินบนผืนแผ่นดินก็ต้องปกป้องผืนแผ่นดิน”
นี่คือภูมิปัญญาปเกอะญอที่สะท้อนความเชื่อ ความศรัทธา ความสัมพันธ์ของชีวิตต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เห็นได้อย่างชัดเจน วิถีการพึ่งพิงธรรมชาติอย่างเคารพเป็นภูมิปัญญาที่บ่มเพาะจากการสั่งสมส่งต่อกันอย่างเรียบง่าย การเรียนรู้เข้าใจเลียนแบบธรรมชาติ คิดออกแบบพัฒนาสร้างสรรค์ ถักทอ จนเกิดเป็นอัตลักษณ์ที่งดงามบนผืนผ้า ผ่านลวดลายที่ผูกโยงความเชื่อทางวัฒนธรรมและสอดแทรกปรัชญาสื่อสารด้านการรักษาทรัพยากร สีสันจากเส้นด้ายที่ย้อมด้วยวิธีแบบดั้งเดิม หวังจะยกระดับงานผ้าให้เป็นการบอกเล่า ถึงวิถีปเกอะญอ ที่กอบเก็บควาภาคภูมิใจ ความรัก ความหวงแหนในวิถีวัฒนธรรมของคนในชุมชนบ้านปะน้อยปู่ให้คงอยู่
“ผ้าทอปเกอะญอ” จะพาเธอกลับบ้าน ทำให้เธออยู่ร่วมกับชุมชน ให้เธออยู่ได้อย่างมีความหมายกับผู้คนและชุมชนที่เป็นแผ่นดินเกิดของเธอ













